จอร์แดน ตั้งทีมรถแข่ง NASCAR รณรงค์การต่อต้านเหยียดสีผิว

66

ไมเคิล จอร์แดน นักยัดห่วงระดับตำนาน ประกาศก่อตั้งทีมรถแข่ง NASCAR (นาสคาร์) พร้อมดัน บับบา วอลเลซ นักขับเชื้อสาย แอฟริกัน-อเมริกัน หนึ่งเดียวของวงการ นั่งหลังพวงมาลัย เพื่อให้สังคมตระหนักถึงความเท่าเทียม ไม่แบ่งแยกสีผิว และต่อสู้กับปัญหาการเหยียดสีผิว

มีรายงานข่าวว่า ไมเคิล จอร์แดน อดีตดารานักบาสเกตบอล เอ็นบีเอ ซึ่งเคยครองแชมป์ เอ็นบีเอ 6 สมัย ร่วมกับทีม ชิคาโก บูลส์ ได้จับมือ เดนนี แฮมลิน อดีตแชมป์แข่งรถ 3 สมัย ของ เดย์โทนา 500 เพื่อก่อตั้งทีมรถแข่ง ส่งเข้าประลองความเร็วรายการ NASCAR's Cup Series (นาสคาร์ส คัพ ซีรีส์) ซึ่งเป็นการแข่งขันรถยนต์ระดับสูงสุด ภายใต้การดูแลของ สมาคมการแข่งรถสต็อกคาร์แห่งชาติ (NASCAR) ในประเทศสหรัฐอเมริกา

 

แม้ยังไม่มีการประกาศชื่อทีมรถแข่งใหม่ป้ายแดง แต่ จอร์แดน และ แฮมลิน ยืนยันว่า จะมอบหน้าที่นักขับให้แก่ บับบา วอลเลซ นักขับผิวสี โดยได้มีการเซ็นสัญญาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ไม่เปิดเผยระยะเวลาของสัญญา

ทั้งนี้ วอลเลซ เป็นนักแข่งรถเชื้อสาย แอฟริกัน-อเมริกัน เต็มเวลาคนเดียวของ NASCAR's Cup Series เขาเพิ่งประกาศเมื่อไม่นานมานี้ว่า จะลาออกจากทีม Richard Petty Motorsports (ริชาร์ด เพตตี มอเตอร์สปอร์ตส์) หลังจบฤดูกาล 2020 ซึ่งนับเป็นปีที่ 3 ที่เขาเป็นสมาชิกของทีมนี้

นอกจากเป็นนักแข่งรถ NASCAR ผิวสีหนึ่งเดียวแล้ว วอลเลซ ยังเป็นคนจุดประกายให้มีการยกเลิกการใช้ธง Confederate ในการแข่งรถ NASCAR เนื่องจากเป็นสัญลักษณ์ของการเหยียดเชื้อชาติ จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดของ จอร์แดน และ แฮมลิน โดย อดีตยอดนักยัดห่วงวัย 57 ปี กล่าวว่า เป้าหมายของการตั้งทีมรถแข่ง นอกจากผลงานในสนามแล้ว ยังอยากเป็นการให้ความรู้แก่สังคม ตระหนักถึงปัญหาการเหยียดสีผิว และการวิธีแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง

ต่อคำถามที่ว่า ทำไมต้องเป็นรายการ NASCAR ” เพราะผมเป็นแฟน NASCAR มายาวนาน และนี่เป็นโอกาสดีที่จะได้เป็นเจ้าของทีมรถแข่งกับเพื่อนของผม เดนนี ขณะที่ NASCAR เอง ก็มีการพัฒนา และเริ่มตอบรับต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ”

อนึ่ง ในวงการ NASCAR คนผิวสีเชื้อสาย แอฟริกัน-อเมริกัน คนหลังสุด ที่เป็นเจ้าของทีม และนักแข่งรถ คือ เวนเดลล์ สกอตต์ ช่วงทศวรรษที่ 1960 ถึงต้นทศวรรษที่ 1970

TKPcomic

Previous articleททท. จัดวิ่งเทรลรายการใหญ่ บนเกาะคอเขา พังงา
Next articleแข่งรถ เอฟ 1 เมืองเบียร์ เปิดให้แฟนเข้าเชียร์ได้ 2 หมื่นคน