เครดิตบูโร คืออะไร จำเป็นแค่ไหน เช็คได้อย่างไร รู้ไว้ก่อนจะถูกหลอก

189

คนที่มีบัตรเครดิตส่วนมากมักจะเคยได้ยินคำว่า “เครดิตบูโร” เพราะมันมีผลต่อการขอสินเชื่อต่างๆ ไม่ว่าจะกู้เงินซื้อบ้าน ซื้อรถ กู้เงินต่อเติมบ้าน แม้แต่การสมัครบัตรเครดิตก็อาจได้รับการอนุมัติหรือไม่อนุมัติก็เป็นไปได้ หากคุณมีข้อมูลทางการเงิน หรือ เครดิตบูโรที่ดี จะยื่นกู้กับธนาคารไหน ก็ไม่ค่อยพบปัญหาใดๆคะ

เครดิตบูโร

เครดิตบูโรคืออะไร?

เครดิตบูโรเป็นข้อมูลบัญชีสินเชื่อและประวัติการชำระสินเชื่อทุกประเภทของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ซึ่งข้อมูลจะถูกส่งมาจากสถาบันการเงินและบริษัทที่เป็นสมาชิกบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติจำกัด โดยข้อมูลที่จัดเก็บในเครดิตบูโรนั้นจะเป็นข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ นามสกุล เลขที่บัตรประจำตัวประชาชน วันเดือนปีเกิด ที่อยู่ที่แจ้งไว้กับสถานบันการเงินหรือบริษัทที่เป็นสมาชิกเครดิตบูโร และข้อมูลสินเชื่อที่ได้รับการอนุมัติและประวัติการชำระหนี้ เช่น ลูกค้ามีสินเชื่ออยู่กี่บัญชี ประเภทบัญชีสินเชื่อ ชื่อผู้ให้สินเชื่อ วงเงินที่ได้รับอนุมัติ วงเงินที่ใช้ไป แม้แต่ข้อมูลที่เกี่ยวกับวันที่ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ วันที่ปิดบัญชี เป็นต้น

ถ้าเราจะสรุปให้ง่ายคือ ข้อมูลสินเชื่อที่เราไปกู้หรือได้รับเครดิตจากธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ ทางเครดิตบูโรจะมีข้อมูลอย่างละเอียดเลยคะ

ทางเครดิตบูโรได้นำระบบการวัดเครดิตจากความตั้งใจในการชำระหนี้ หรือ เครดิตสกอร์ หรือเครดิตสกอริ่ง แบบ FICO มาใช้ มีการให้คะแนนอยู่ที่ 300- 850 คะแนน ซึ่งธนาคารหรือสถาบันการเงินจะแบ่งประเภทลูกค้าตามระดับคะแนนดังนี้

– คะแนนน้อยกว่า 630 = เครดิตไม่ดี
– คะแนน 630- 689 = เครดิตปานกลาง
– คะแนน 690- 719 = เครดิตดี
– คะแนน 720- 850 = เครดิตยอดเยี่ยม

คะแนนเหล่านี้เป็นเพียงส่วนประกอบที่สถาบันการเงินมาใช้พิจารณาว่าบุคคลหรือนิติบุคคลนี้จะสามารถกู้เงินวงเงินได้เท่าไหร่ กู้เงินได้หรือไม่ ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดหนี้สูญเมื่อปล่อยกู้ ซึ่งธนาคารก็จะนำออกแบบรูปแบบเงินกู้ให้เหมาะสม เราไม่จำเป็นต้องมีคะแนนสูงสุด เพียงได้คะแนนประมาณ 720 ก็เพียงพอสำหรับวงเงินกู้ที่สูงแล้วคะ

เราสามารถตรวจสอบเครดิตบูโรของตนเองจากบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติโดยผ่าน ธนาคารอาคารสงเคราะห์สำนักงานใหญ่ สถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง ห้างเจเวนิว (นวนคร) และอาคารกลาสเฮ้าส์ สุขุมวิท25 ซึ่งจะไปดำเนินการด้วยตนเองหรือมอบอำนาจให้ผู้คนอื่นแทนได้เช่นกันคะ

การติดแบล็คลิสท์ (Blacklist) นั้น เป็นเพียงคำพูดที่เจ้าหน้าที่ทวงหนี้หรือเจ้าหน้าที่สินเชื่อปฏิเสธให้คุณกู้เงิน โดยอ้างว่าติดแบล็คลิสท์ในเครดิตบูโร ซึ่งในระบบเครดิตบูโรไม่มีคำว่าแบล็คลิสท์นะคะ เพียงแต่เครดิตบูโรจะทำการรายงานการเคลื่อนไหวของข้อมูลเครดิตของแต่ละบุคคลหรือแต่ละบริษัทว่ามีความเคลื่อนไหวอย่างไร จากยอดขอสินเชื่อและวงเงินค้างจ่าย ซึ่งเป็นการสรุปข้อมูลสินเชื่อ หากมีการค้างชำหนี้หรือหยุดชำระหนี้ สิ่งเหล่านี้ก็จะถูกบันทึกไว้ในรายงานเช่นกัน ทำให้รายงานข้อมูลเครดิตมีความผิดปกติ ธนาคารหรือสถาบันการเงินต่างๆเข้ามาดูข้อมูลรายงานของบุคคลหรือนิติบุคคลเพื่อประกอบการตัดสินใจก่อนอนุมัติหรือปฏิเสธการให้สินเชื่อคะ ทั้งนี้เป็นการลดความเสี่ยงของธนาคารและสถาบันการเงินนั้นๆเอง หากคุณถูกปฏิเสธการให้สินเชื่อก็มักจะอ้างว่าติดแบล็คลิสท์เครดิตบูโรคะ ทำอะไรไม่ได้ สำหรับทางบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติจะเก็บข้อมูลไว้ในระบบ ไม่เกิน 3 – 5 ปี นับตั้งแต่สถาบันการเงินรายงายข้อมูลทางการเงินของคุณมายังเครดิตบูโรทุกๆสิ้นเดือน จะทำการอัพเดตข้อมูลใหม่ๆเข้าไปแทนที่

อย่างไรก็ตามข้อมูลเครดิตบูโรไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ลบข้อมูลไม่ได้ และไม่มีใครสามารถปลดล็อกข้อมูลได้ อย่าหลงเชื่อผู้เชิญชวนว่าจะดำเนินเรื่องต่างๆให้เกี่ยวกับเครดิตบูโรเป็นอันขาด จะถูกหลอกลวงให้เสียเงินฟรีๆได้นะคะ และหากต้องการทำธุรกรรมเกี่ยวกับการขอสินเชื่อควรติดต่อสถาบันการเงินที่ได้รับอนุญาตโดยตรงเป็นวิธีที่ดีที่สุด
วินัยในการใช้จ่ายเงินเป็นสิ่งสำคัญเป็นอาวุธป้องกันไม่ให้เกิดหนี้สินนะคะ

ข้อมูลเครดิตบูโรอื่นๆ
การตรวจเครดิตบูโรของตนเอง ณ ที่ทำการบริษัท : ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร ncb.co.th
ติเน่า เปิดหนี้ไม่บันทึก เช็ก BLACKLIST 10 ข้อต้องรู้เครดิตบูโร : thairath.co.th

ร่วมแสดงความคิดเห็น